ยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ คืออะไร ต่างกันยังไง??

drug ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ4

รู้จัก ยาแก้อักเสบ

คนส่วนใหญ่ มักเข้าใจผิด ในการเลือกใช้ยาแก้อักเสบ มาโดยตลอดว่า
เมื่อมีอาการเจ็บคอ รู้สึกไม่สบาย คิดว่าเกิดจากการอักเสบ หรือความผิดปกติบางอย่าง
จึงรีบหายาแก้อักเสบ “แคปซูลเขียว-ฟ้า” ที่เราต่างคุ้นเคยกันดี มากิน

หรือที่เรียกกันว่า ยา amoxicillin (อะม็อกซีซิลลิน)
หรือที่พูดกันติดปากว่า “ยาอะม็อกซี่”

เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ

แต่แท้ที่จริงยาแก้อักเสบ แคปซูลเขียว – ฟ้า ที่เราคุ้นเคยและใช้อยู่บ่อยครั้งนั่น
คือยาปฏิชีวนะ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ยาฆ่าเชื้อ

ไม่มีคุณสมบัติในการแก้การอักเสบ หรือลดปวด และไม่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสแต่อย่างใด
ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจใหม่ เกี่ยวกับยาแก้อักเสบ และยาฆ่าเชื้อกันก่อน

drug ยาแก้อักเสบ ยาปฎิชีวนะ3

 

ยาแก้อักเสบ

ยาแก้อักเสบ เป็นยาที่มีฤทธิ์ ในการลดการอักเสบ แก้ปวด
รวมทั้งยังมีฤทธิ์ ในการลดไข้

เช่น ยาแอสไพริน(Aspirin) ไดโคลฟิแนค (Diclofenac) และไอบรูโพนเฟน(Ibuprofen)

ซึ่งยาเหล่านี้ ล้วนไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส

ยาแก้อักเสบ จะใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด และอาการอักเสบ
ได้แก่ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเคล็ดขัดยอก
เส้นเอ็นอักเสบ และกล้ามเนื้ออักเสบ

เนื่องจาก อาการอักเสบส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของกล้ามเนื้อ จากการเล่นกีฬา
หรือ กล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

 

drug ยาแก้อักเสบ ยาปฎิชีวนะ5

 

ยาฆ่าเชื้อ

ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่างๆ
ได้แก่ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อรา

ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน(Pennicillin) และอะม็อกซีซิลิน(Amoxicillin)
ซึ่งยากลุ่มนี้ จะไม่มีฤทธิ์ในการแก้ปวด หรือลดการอักเสบ และไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส

ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ จึงใช้รักษาโรค
ที่เกิดจากการติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือเชื้อราเท่านั้น

เช่น ยา amoxicillin จะใช้รักษาต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง
ยา Norfloxacin จะใช้รักษาคนที่ปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

drug ยาแก้อักเสบ ยาปฎิชีวนะ7

 

อันตรายจากการใช้ยาผิดประเภท

1.การแพ้ยา
หากแพ้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยาฆ่าเชื้อ ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อีกเสบ
หากเป็นไม่มาก อาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงมากขึ้นผิวหนัง จะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก
หากรุนแรงมาก จะทำให้หลอดลมตีบแคบ หายใจไม่ออก จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

2.เกิดเชื้อดื้อยา
การกินยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ กระตุ้นให้ตัวเชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์ เป็นเชื้อดื้อยา
ทำให้ใช้ยาปกติทั่วไป ไม่ได้ผล จนต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะ ที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น แรงขึ้น
ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายทำให้การรักษาตัวโรคที่ดื้อยามากๆ เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

3.เกิดโรคแทรกซ้อน
ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ จะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรค และแบคทีเรียชนิดดี มีประโยชน์ในลำไส้ของเรา
เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น

ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง
โดยผนังลำไส้ ที่ถูกทำลายหลุดลอก มากับอุจจาระ และอาจอันตรายถึงชีวิต

กลุ่มโรค ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

กลุ่มโรค 3 กลุ่มที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ

โดยใน 3 กลุ่มโรคดังต่อไปนี้ มีอัตราการใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะที่สูงมาก
ได้แก่ 1. ไข้หวัด เจ็บคอ 2. ท้องเสีย 3. แผลเลือดออก

ทั้งนี้เพราะมากกว่า ร้อยละ 80 ของกลุ่มโรคเหล่านี้
ไม่มีสาเหตุ มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

เพื่อลดอุบัติการณ์เชื้อดื้อยา และการเสียเงิน โดยไม่จำเป็น
ผู้ป่วยอาจใช้แนวทางพิจารณา ความรุนแรงของโรค เพื่อดูแลรักษาตนเองได้ ดังนี้

4 วิธีปลอดภัย ก่อนกินยาปฏิชีวนะ

ดังนั้น หากเรียก “ยาฆ่าเชื้อ” ว่า “ยาแก้อักเสบ”

จะทำให้เข้าใจผิด คิดว่ายาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ
สามารถรักษาอาการอักเสบได้ทุกชนิด

หรือในทางกลับกันที่คิดว่า “ยาแก้อักเสบ” สามารถฆ่าเชื้อโรคได้
จะทำให้ ใช้ยาผิดประเภท หรือรักษาโรคผิดได้

ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และผลข้างเคียงต่างๆ จากการใช้ยา

 

drug ยาแก้อักเสบ ยาปฎิชีวนะ4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4 วิธีปลอดภัย ก่อนกินยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ มีดังนี้

1. ถามแพทย์ หรือเภสัชกร ให้แน่ใจว่า โรคที่เป็น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
2. กินยาให้ครบ ตามแพทย์สั่ง และห้ามเก็บไว้กินครั้งต่อไป
3. ห้ามแนะนำ หรือแบ่งยา ให้กับผู้อื่น เพราะอาจเกิดการแพ้ยา
4. อย่าใช้ยาปฏิชีวนะ ตามที่ผู้อื่นแนะนำ ต้องปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรเท่านั้น

แหล่งที่มา

ขอขอบคุณบทความจาก

1. ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มา : http://issuu.com/atrama/docs/atramaissue23

2. ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ, อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
ที่มา : http://medicalcenter.kmitl.ac.th

อาหารเสริม แนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

No data was found

สารบัญ บทความ

ผู้เขียนและเรียบเรียง

drBank Avatar

หมอแบงค์

แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ

ผู้เชียวชาญด้านอาหารเสริม
และวิตามิน สำหรับผู้สูงอายุ

ผู้สนับสนุน
โปรตีน เพื่อสุขภาพ
ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย เพิ่มการเผาผลาญ ทานง่าย อร่อย
หมวดหมู่ที่น่าสนใจ