โรคกรดไหลย้อน อันตราย!! ภัยเงียบจากการทานอาหาร

doctorbank-โรคกรดไหลย้อน อันตราย

รู้จัก โรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้ เมื่อสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารเคลื่อนที่ขึ้นสู่หลอดอาหาร
เรียกอีกอย่างว่า กรดสำรอก หรือกรดไหลย้อน

หากคุณมีอาการของโรคกรดไหลย้อน มากกว่าสัปดาห์ละ 2ครั้ง
คุณอาจเริ่มเป็นโรคที่เรียกว่า “โรคกรดไหลย้อน” หรือ gastroesophageal reflux disease (GERD)

จากสถาบันโรคเบาหวานแห่งชาติและระบบทางเดินอาหารและโรคไต (NIDDK)
พบว่า โรคกรดไหลย้อนส่งผลกระทบต่อผู้คนประมาณ 20 % ในสหรัฐอเมริกา หากปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้รับการรักษา บางครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

อาการของ กรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ทำให้รู้สึกแสบร้อน ที่หน้าอก ซึ่งสามารถแผ่ขึ้นไปที่คอได้ และเจ็บแสบร้อนที่หน้าอกบ่อย ๆ หรือที่เรียกว่า Heartburn

หากมีอาการกรดไหลย้อน คุณอาจรูสึกมีรสเปรี้ยว หรือขมที่คอ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้คุณสำรอกอาหารหรือของเหลวจากกระเพาะ ออกมาทางปาก

โดยอาการแสบร้อนกลางหน้าอก (heartburn) และอาการเรอเปรี้ยว (acid regurgitation) เป็นอาการที่พบมากในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน

โดยอาการแสบร้อนกลางหน้าอก พบสูงถึง 82.4%
ส่วนอาการเรอเปรี้ยว พบสูงถึง 58.8% ของผู้ป่วยทั้งหมด (ข้อมูลอ้างอิง อาการกรดไหลย้อน)

ในบางครั้ง โรคกรดไหลย้อน อาาจทำให้เกิดปัญหาในการกลืนลำบาก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาด้านการหายใจ เช่น ไอเรื้อรัง หรือโรคหอบหืด

สาเหตุของ โรคกรดไหลย้อน

บริเวณส่วนล่างสุดของหลอดอาหาร จะมีกล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า lower esophageal sphincter (LES) ซึ่งเป็นลักษณะวงกลม เมื่อมันทำงาน กล้ามเนื้อนี้จะเปิดขึ้น เมื่อคุณกลืนอาหารต่างๆ จากนั้นจะหดตัว และปิดอีกครั้ง

doctorbank-gerd-กรดไหลย้อน

 

กรดไหลย้อน เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูด (LES) ไม่กระชับ หรือปิดได้ไม่ดี ทำให้น้ำย่อย และสารอื่น ๆ นั้นรั่วจากกระเพาะอาหาร พุ่งคืนขึ้นสู่หลอดอาหาร และปากเราได้

การวินิจฉัย โรคกรดไหลย้อน

หากแพทย์ สงสัยว่า คุณอาจเป็นโรคกรดไหลย้อน??
แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และซักประวัติเกี่ยวกับอาการของคุณ

โดยแบ่งอาการ ตามความรุนแรง กล่าวคือ

  1. ระดับน้อย (mild symptoms) ต้องเกิดอาการขึ้นอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์
  2. ระดับปานกลางถึงรุนแรง (moderate/severesymptoms) เกิดอาการมากกว่า 1 วันต่อสัปดาห์

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อนและ มีอาการเตือน ได้แก่

  • กลืนลำบาก (dysphagia)
  • เลือดออกทางเดินอาหาร (gastrointestinal bleeding)
  • ซีด (anemia)
  • น้ำหนักลด โดยไม่ตั้งใจ (involuntary weight loss)
  • อาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน (recurrent vomiting)
  • กลืนเจ็บ (odynophagia)

มีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของหลอดอาหาร เช่น

  • หลอดอาหารตีบ (esophageal stricture)
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • รวมถึงภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนบน

โดยเฉพาะภาวะน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบาก และซีด จะมีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางหลอดอาหารสูงถึงร้อยละ 84, 85 และ 95 ตามลำดับ (ข้อมูลอ้างอิง ภาวะแทรกซ้อนกรดไหลย้อน )

ในผู้ป่วยที่มีอาการโรคกรดไหลย้อน ร่วมกับมีสัญญาณเตือน แพทย์จะพิจารณาส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนทันที ตั้งแต่แรก เพื่อเร่งให้การวินิจฉัย และรักษาโรคกรดไหลย้อน

จากนั้นจะส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
หรือตรวจหาภาวะแทรกซ้อน ของโรคกรดไหลย้อน ดังนี้

การกลืนแบเรียม

หลังจากดื่มสารละลายแบเรียม แล้วทำการถ่ายภาพรังสี จะใช้เพื่อตรวจสอบระบบทางเดินอาหารส่วนบน

การส่องกล้อง

โดยใช้ท่อ ที่มีความยืดหยุ่นพร้อมกล้องขนาดเล็ก ส่องเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อดู ตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ (การตรวจชิ้นเนื้อ) เพื่อนำไปตรวจยืนยันต่อไป

manometry หลอดอาหาร

โดยใช้ท่อที่มีความยืดหยุ่น ส่องเข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร

การตรวจสอบค่า pH ของหลอดอาหาร

โดยสอดตัวเทส เข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อดูว่ากรดในกระเพาะอาหารรั่วเข้ามาหรือไม่ และดูว่าช่วงเวลาใดมีการรั่วของกรดขึ้นมา

ทางเลือกในการรักษา โรคกรดไหลย้อน

เพื่อป้องกัน และบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อน เบื้องต้นแพทย์จะแนะนำ ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือพฤติกรรมอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังอาจแนะนำให้ทานยา เช่น

  • ยาลดกรด (antacids)
  • กลุ่มตัวบล็อก ตัวรับ H2 (H2 receptor blockers)
  • ยายับยั้งโปรตอนปั๊ม proton pump inhibitors (PPIs) ซึ่งเป็นยาตัวหลักในการรักษากรดไหลย้อน ที่รู้จักกันดี คือยาที่ชื่อ โอเมพราโซล Omeprazole โดยแนะนำเริ่มต้นทานที่ 20 mg ต่อวัน เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์

ยาบางชนิด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาให้ดี หรือปรึกษาแพทย์ ก่อนทานยาแต่ละชนิด

การผ่าตัดโรคกรดไหลย้อน

โดยทั่วไป การปรับเปลี่ยนวิธีการทานและใช้ยา ก็เพียงพอที่จะป้องกัน และบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ แต่บางครั้งการผ่าตัดก็จำเป็นในรายที่รุนแรงมากๆ

ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจแนะนำ ให้ทำการผ่าตัด หากการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล และในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน จากการเป็นโรคกรดไหลย้อน

ปัจจัยเสี่ยงของ โรคกรดไหลย้อน

ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น ได้แก่

  • โรคอ้วน
  • การตั้งครรภ์
  • ไส้เลื่อนกระบังลม (hiatal hernia ผนังกระบังลมหย่อนยาน)
  • ความผิดปกติของเนื้อเยื่อ (connective tissue disorders)

พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ๆ
  • นอนราบ หรือเข้านอน ทันทีหลังจากรับประทานอาหาร
  • การรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารทอด หรืออาหารรสเผ็ด
  • การดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น โซดา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์
  • ใช้ยาต้านการอักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) เช่น แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ การเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถช่วยป้องกัน และจัดการกับโรคกรดไหลย้อนได้

doctorbank-gerd-กรดไหลย้อน2

ภาวะแทรกซ้อนจาก โรคกรดไหลย้อน

ในคนส่วนใหญ่โรคกรดไหลย้อนไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง
แต่ในบางกรณี อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นของ GERD ได้แก่

  • หลอดอาหารอักเสบ
  • หลอดอาหารตีบ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลอดอาหารแคบลง หรือแน่นขึ้น
  • Barrett’s esophagus เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ของเยื่อบุหลอดอาหาร
  • มะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งพบในคนส่วนน้อย ที่เป็น Barrett’s esophagus
  • โรคหอบหืด ไอเรื้อรัง หรือปัญหาการหายใจอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากหายใจเอากรดในกระเพาะอาหารเข้าไปในปอด
  • การสึกกร่อน ของเคลือบฟัน โรคเกี่ยวกับเหงือก และปัญหาทางทันตกรรมอื่น ๆ

เพื่อลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน สิ่งสำคัญ คือต้องดำเนินการ เพื่อป้องกันและรักษาอาการ ของโรคกรดไหลย้อน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น อน่าปล่อยให้เป็นจนเรื้อรัง

อาหารและกรดไหลย้อน

อาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน อาหารที่พบบ่อย ได้แก่

  • อาหารที่มีไขมันสูง
  • อาหารรสเผ็ด
  • ช็อคโกแลต
  • ผลไม้ ที่มีรสเปรี้ยว
  • สัปปะรด
  • มะเขือเทศ
  • หัวหอม
  • กระเทียม
  • สะระแหน่
  • แอลกอฮอล์
  • กาแฟ
  • ชา
  • โซดา

โดยตัวกระตุ้น อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

วิธีรักษา ฉบับทำได้ที่บ้าน สำหรับโรคกรดไหลย้อน

โดยเริ่มต้นจาก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และอีกหลายวิธี ที่ทำได้เองที่บ้าน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการ กรดไหลย้อนได้ ดังนี้

  • เลิกสูบบุหรี่ จากการวิจัยพบว่าพบว่า การหยุดสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการลดลง ของความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยกรดไหลย้อนที่ต้องใช้ยาในการรักษา อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเทียบกับอาการเดิมเมื่อยังสูบบุหรี่ทุกวัน (ข้อมูลอ้างอิง การหยุดสูบบุหรี่กับกรดไหลย้อน )
  • การลดน้ำหนักส่วนเกิน จากการวิจัยพบว่า น้ำหนักที่ลดลง มีผลความชุกของโรคกรดไหลย้อนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ (ข้อมูลอ้างอิง การลดน้ำหนักกับกรดไหลย้อน )
  • กินอาหาร มื้อเล็ก ๆ
  • เคี้ยวหมากฝรั่ง หลังรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในช่วง 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และพิจารณาการนอนยกหัวเตียงสูง
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่ม ที่กระตุ้นการเกิดอาการของคุณ โดยเฉพาะการดื่มสุรา จากการศึกษาพบว่าการดื่มสุราเพิ่มความเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน โดยแปรผันตามปริมาณและความถี่ของการดื่มสุรา (ข้อมูลอ้างอิง การดื่มสุรากับกรดไหลย้อน)
  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ
  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึกๆ ช้าๆ

การรักษาด้วยสมุนไพรบางชนิด อาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น

  • ดอกคาโมไมล์
  • รากชะเอม
  • รากมาร์ชแมลโลว (Marshmallow Root)
  • สลิปเปอรี่เอล์ม (Slippery elm)
  • ขมิ้นชัน มีสาร Curcumin เป็นสารออกฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ จากการศึกษาในโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดเล็ก โดยใช้ยา curcumin เป็นตัวยาทดแทนการใช้ยา กลุ่ม PPI และ H2RA พบว่า สามารถลดการใช้ยากลุ่มนี้ได้ถึงร้อยละ 79 (ข้อมูลอ้างอิง ขมิ้นชันกับกรดไหลย้อน)

แม้ว่าจะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม มีบางรายงาน พบว่า อาการกรดไหลย้อนดีขึ้น หลังจากทานอาหารเสริมหรือทานชา ที่มีสมุนไพรเหล่านี้ผสมอยู่

แต่ในบางครั้ง การรักษาด้วยสมุนไพร อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือมีการรบกวนตัวยาบางชนิด แนะนำให้ตรวจสอบ และอ่านฉลากให้ดี ก่อนใช้สมุนไพรเหล่านี้

ภาวะโรควิตกกังวล กับโรคกรดไหลย้อน

จากการวิจัยในปี 2015 พบว่าความวิตกกังวล ทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนแย่ลง

วิธีที่ทำได้ เพื่อลดความวิตกกังวล ได้แก่

  • หลีกเลี่ยง การพบเจอผู้คน และสถานที่ ที่ทำให้คุณรู้สึกกังวล
  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าลึก ๆ
  • ปรับพฤติกรรมการนอน ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่น ๆ

หากคุณสงสัยว่า เป็นโรควิตกกังวล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษา ให้ถูกต้อง

การตั้งครรภ์กับ โรคกรดไหลย้อน

การตั้งครรภ์ สามารถเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคกรดไหลย้อนได้
หากคุณเคยเป็นโรคกรดไหลย้อนก่อนตั้งครรภ์ อาการของคุณ มีโอกาสแย่ลง ขณะตั้งครรภ์

จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้กล้ามเนื้อในหลอดอาหารคลายตัวบ่อยขึ้น รวมถึงทารกในครรภ์ ที่กำลังเติบโตในมดลูก ไปกดและดันกระเพาะอาหารได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้จึงไปเพิ่มความเสี่ยง ที่กรดในกระเพาะอาหาร จะย้อนขึ้นสู่หลอดอาหารของคุณ

ยาหลายชนิด ที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนนั้น มีความปลอดภัย สามารถทานได้ในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ในบางกรณีแพทย์ อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงยาลดกรดบางชนิด หรือการรักษาอื่น ๆ พิ่มเติม

โรคหอบหืดกับ โรคกรดไหลย้อน

มีรายงานว่ามากกว่า75 % ของผู้ที่เป็นโรคหอบหืด มีอาการกรดไหลย้อนร่วมด้วย

อาจต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจความสัมพันธ์ที่แน่นอน ระหว่างโรคหอบหืดและโรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นไปได้ว่า โรคกรดไหลย้อน อาจทำให้อาการของโรคหอบหืดแย่ลง แต่โรคหอบหืดและยารักษาโรคหอบหืดบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อน

หากคุณเป็นโรคหอบหืดและโรคกรดไหลย้อน สิ่งสำคัญคือ ต้องจัดการทั้งสองโรคให้ดี และอาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

การดื่มแอลกอฮอล์กัค โรคกรดไหลย้อน

ในบางคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาหาร และเครื่องดื่มบางชนิด อาจทำให้อาการแย่ลงได้ โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คุณอาจดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ ขึ้นอยู่กับการถูกกระตุ้นเฉพาะบุคคล ในบางคน แอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้

doctorbank-gerd-กรดไหลย้อน3

บทส่งท้าย โรคกรดไหลย้อน

อาการเสียดท้อง ปวดท้อง เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปของกรดไหลย้อน คนส่วนใหญ่มักเป็นได้ เป็นครั้งเป็นคราว และโดยทั่วไปอาการเสียดท้องนานๆที ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องกังวล

แต่ถ้าคุณมีอาการเสียดท้อง มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณมีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อน

โดยโรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่มีกรดไหลย้อน แบบเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้รับการรักษา

อาหารเสริม แนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

doctorbank-โรคกรดไหลย้อน อันตราย

รู้จักอาการของโรคกรดไหลย้อน ว่าอาการเป็นอย่างไร?? กรดไหลย้อน สาเหตุ? เป็นกรดไหลย้อน ห้ามกินอะไรบ้าง? รู้จักยา และแนวทางการรักษา กรดไหลย้อน ง่ายๆ ที่บ้าน

สารบัญ บทความ

ผู้เขียนและเรียบเรียง

drBank Avatar

หมอแบงค์

แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ

ผู้เชียวชาญด้านอาหารเสริม
และวิตามิน สำหรับผู้สูงอายุ

ผู้สนับสนุน
โปรตีน เพื่อสุขภาพ
ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย เพิ่มการเผาผลาญ ทานง่าย อร่อย
หมวดหมู่ที่น่าสนใจ